วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2552

การดูแลฟัน

การดูแลฟัน
การดูแลฟันของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ทันตแพทย์เจิมพล ภูมิตระกูลแผนกทันตกรรมสวัสดีครับท่านสมาชิกโรงพยาบาลรามคำแหง และท่านผู้อ่านทุกท่าน “ คุยกับหมอฟัน ” ฉบับนี้ เป็นเรื่องการดูแลฟันของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ทำอย่างไร ทารกในครรภ์จึงจะมีฟันที่แข็งแรง ?ทารกในครรภ์จะเริ่มสร้างฟัน เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 2 เดือน และอีก 2 เดือนต่อมาจึงเริ่มมีการเพิ่มแร่ธาตุในตัวฟัน ดังนั้นการเตรียมตัวที่สำคัญก็คือ คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของทารก และฟันของทารก ได้แก่อาหารประเภทที่มีแคลเซียม ซึ่งจะมีผลต่อการสร้างฟันของทารก เช่น นม ไข่ เป็นต้นฟันคุณแม่ล่ะ ดูแลอย่างไร ?การดูแลรักษาสุขภาพปาก และ ฟันของคุณแม่ก็เป็นสิ่งสำคัญ สมัยโบราณคงเคยได้ยินคำกล่าวว่า “ เมื่อตั้งครรภ์ ทารกในครรภ์จะดึง สารอาหารจากฟันแม่ ทำให้เกิดฟันผุมากขึ้น ” คำกล่าวนี้ไม่เป็นความจริงเลยสาเหตุจากฟันผุในช่วงตั้งครรภ์ มาจากการดูแลรักษาฟันไม่ดีพอ ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน ในร่างกาย ทำให้มีผลต่อเหงือก คือ เหงือกจะมีอาการบวม และอักเสบง่ายกว่าปกติ ดังนั้นเมื่อแปรงฟันก็จะเจ็บ และ มีเลือดออกได้ง่าย ทำให้คุณแม่ละเลยการแปรงฟัน เหงือกจึงอักเสบ และ ฟันผุมากขึ้นในช่วงนี้อีกสาเหตุที่ทำให้ฟันผุง่ายกว่าปกติ คือ เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ คุณแม่จะมีอาการแพ้ท้อง อาเจียนบ่อย กรดจะค้างอยู่ภายในช่องปาก ดังนั้น ถ้าบ้วนปาก หรือ แปรงฟันไม่สะอาดหลังอาเจียน ก็จะทำให้ฟันผุได้ง่ายขึ้นเมื่อตั้งครรภ์ ทำฟันได้หรือไม่ ?ผู้ที่มีความกลัวการทำฟันอยู่แล้ว พอเริ่มตั้งครรภ์ยิ่งทำให้มีความกลัว และวิตกกังวลมากขึ้น โดยเฉพาะกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์หรือไม่ ?ขอให้ท่านลดความกังวล และความกลัว เพราะความจริงก็คือ ไม่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์แต่อย่างใด โดยเฉพาะใน ช่วง 4 - 6 เดือน ของการตั้งครรภ์ จะเป็นระยะที่เหมาะสม และปลอดภัยมากที่สุดในการทำฟันในช่วง 3 เดือนแรก ของการตั้งครรภ์นั้น จะเป็นช่วงที่ร่างกายคุณแม่มีการปรับตัวทั้งสภาวะร่างกาย และจิตใจ รวมทั้งอารมณ์จะไม่ปกติ การจะต้องมาทำฟัน อาจทำให้คุณแม่มีความเครียดเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลต่อทารก แต่จะยกเว้นในกรณีที่คนไข้มีอาการปวดมาก ทันตแพทย์ก็คงพิจารณาเฉพาะในแต่ละราย เพื่อลดอาการปวดของคุณแม่ที่อาจจะส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้เช่นกันส่วนในช่วง 3 เดือนสุดท้าย ก่อนคลอดนั้น การนั่งทำฟันนาน ๆ จะไม่สะดวกต่อคุณแม่เอง ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่ไม่เหมาะแก่การทำฟัน ยกเว้นในกรณีที่คุณแม่มีอาการปวดมาก หรือมีการติดเชื้อภายในช่องปากควรปฏิบัติอย่างไร เมื่อตั้งครรภ์ เพื่อสุขภาพฟันที่ดีของแม่ และทารกบ้วนปาก หรือ แปรงฟัน หลังอาหาร หรือหลังอาเจียนรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ไข่ ผัก นม หลีกเลี่ยงขนมหวานเมื่อจำเป็นต้องใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง เพราะยาบางชนิด จะมีผลต่อฟันของทารกในครรภ์เมื่อตั้งครรภ์ ควรพบทันตแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสมหากท่านมีปัญหาเกี่ยวกับฟัน สามารถสอบถามและปรึกษาทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา ที่แผนกทันตกรรม โรงพยาบาลรามคำแหง ได้ทุกวัน

ที่มาhttp://www.ram-hosp.co.th

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เทคนิคการอ่าน

การอ่านคือการรับรู้ความหมายจากถ้อยคำที่ตีพิมพ์อยู่ในสิ่งพิมพ์หรือในหนังสือ เป็นการรับรู้ว่าผู้เขียนคิดอะไรและพูดอะไร โดยเริ่มต้นทำความเข้าใจถ้อยคำแต่ละคำเข้าใจวลี เข้าใจประโยค ซึ่งรวมอยู่ในย่อหน้า เข้าใจแต่ละย่อหน้า ซึ่งรวมเป็นเรื่องราวเดียวกัน การอ่านเป็นการบริโภคคำที่ถูกเขียนออกมาเป็นตัวหนังสือหรือสัญลักษณ์ การอ่านโดยหลักวิทยาศาสตร์ เริ่มจากการที่ แสงตกกระทบที่สื่อ และสะท้อนจากตัวหนังสือผ่านทางเลนส์นัยน์ตา และประสาทตาเข้าสู่เซลล์สมอง ไปเป็นความคิด (Idea) ความรับรู้ (Perception) และก่อให้เกิดความจำ (Memory) ทั้งความจำระยะสั้น และความจำระยะยาวกระบวนการอ่าน มี 4 ขั้นตอนนับตั้งแต่ขั้นแรก การอ่านออก อ่านได้ หรืออ่านออกเสียงได้ถูกต้อง ขั้นที่สองการอ่านแล้วเข้าใจ ความหมายของคำ วลี ประโยค สรุปความได้ ขั้นที่สามการอ่านแล้วรู้จักใช้ความคิด วิเคราะห์ วิจารณ์และออกความเห็นในทางที่ ขัดแย้งหรือเห็นด้วยกับผู้เขียนอย่างมีเหตุผล และขั้นสุดท้ายคือการอ่านเพื่อนำไปใช้ ประยุกต์ใช้ในเชิงสร้างสรรค์ ดังนั้นผู้ที่อ่านได้และอ่านเป็นจะต้องใช้กระบวนการทั้งหมด ในการอ่านที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการถ่ายทอด ความหมายจากตัวอักษรออกมาเป็นความคิด และจากการคิดที่ได้จากการอ่านผสมผสานกับประสบการณ์เดิม และสามารถความคิด นั้นไปใช้ประโยชน์ต่อไป คุณค่าของการอ่าน วัตถุประสงค์ในการอ่านของแต่ละบุคคลย่อมแตกต่างกันออกไป เช่น อ่านเพื่อความรู้, อ่านเพื่อให้เกิดความคิด, อ่านเพื่อความเพลิดเพลิน อ่านเพื่อความจรรโลงใจ, เป็นต้นซึ่งผู้อ่านจำเป็นต้องทราบจุดมุ่งหมายของการอ่านนั้นๆ ไว้ก่อนการอ่านทุกครั้ง อย่างไรก็ตามการอ่านมีความสำคัญ ต่อชีวิตที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นการช่วยให้ได้รับข้อมูลข่าวสารเพื่อประกอบการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน การอ่านมีความจำเป็นต่อการศึกษาเล่าเรียน ทั้งในระบบและนอกระบบ คนที่เรียนหนังสือเก่งมักจะเป็นคนที่อ่านหนังสือเก่ง เพราะการอ่านช่วยให้ได้รับความรู้และความเข้าใจ ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จและสามารถศึกษาต่อในระดับสูงได้ การอ่านมีคุณค่าต่อมนุษย์ เนื่องจาก เป็นการสนองความต้องการของมนุษย์,ทำให้มนุษย์เกิดความรู้, ยกระดับสติปัญญาให้สูงขึ้น, ทำให้มนุษย์เกิดความคิดสร้างสรรค์, พัฒนาความคิดให้ก้าวหน้า, ส่งผลต่อการพัฒนาในอาชีพ, ทำให้มนุษย์ทันต่อเหตุการณ์, ได้รับความรู้เพิ่ม, ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน, ช่วยให้มนุษย์สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ และสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้, ช่วยพัฒนาจิตใจให้งอกงาม ช่วยขจัดความทุกข์ ความเศร้าหมอง, การอ่านทำให้เกิดความเข้าใจ ความร่วมมือ ในการอยู่ร่วมกันในสังคม, เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ได้รับความเพลิดเพลินและพักผ่อนหย่อนใจ การเตรียมพร้อมเพื่อการอ่านการอ่านจะดำเนินไปได้ดีเพียงใดขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ และองค์ประกอบที่อยู่ภายในร่างกาย การอ่านท่ามกลาง บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม จะนำมาซึ่งประสิทธิและประสิทธิผลในการอ่าน ทั้งนี้ควรคำนึงถึง1. การจัดสถานที่และสิ่งแวดล้อม สถานที่ที่เหมาะกับการอ่านควรมีความเงียบสงบ ตัดสิ่งต่างๆที่รบกวนสมาธิออกไป มีอุณหภูมิและแสงสว่างที่เหมาะสม มีโต๊ะที่มีความสูงพอเหมาะและเก้าอี้ที่นั่งสบายไม่นุ่มหรือแข็งจนเกินไป2. การจัดท่าของการอ่าน ตำแหน่งของหนังสือควรอยู่ห่างประมาณ 35-45 เซนติเมตร และหน้าหนังสือจะต้องตรงอยู่กลาง สายตา ควรนั่งให้หลังตรงไม่ควรนอนอ่านทั้งนี้เพื่อให้สมองได้รับเลือดไปหล่อเลี้ยงอย่างเต็มที่ ก็จะทำให้เกิดการตื่นตัวต่อการรับรู้ จดจำ และอ่านได้นาน3. การจัดอุปกรณ์ช่วยในการอ่าน การอ่านอาจมีอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น กระดาษสำหรับบันทึกดินสอ ปากกา ดินสอสี4. การจัดเวลาที่เหมาะสม สำหรับนักศึกษาที่ต้องมีการทบทวนบทเรียนควรอ่านหนังสือในช่วงที่เหมาะสมคือช่วงที่ที่ไม่ดึก มาก คือตั้งแต่ 20.00 – 23.00 น. เนื่องจากร่างกายยังไม่อ่อนล้าเกินไปนัก หรืออ่านในตอนเช้า 5.00-6.30 น. หลังจากที่ร่างกายได้รับ การพักผ่อนอย่างเพียงพอ ทั้งนี้ในการอ่านแต่ละครั้งไม่ควรเกิน 50 นาทีและให้เปลี่ยนแปลงอิริยาบถสัก 10 นาทีก่อนลงมืออ่านต่อไป5. การเตรียมตนเอง ได้แก่การทำจิตใจให้แจ่มใส มีความมุ่งมั่น มีความตั้งใจ และมีสมาธิในการอ่าน นอนหลับพักผ่อน ให้เพียงพอ มีสุขภาพสายตาที่ดี ตัดปัญหารบกวนจิตใจให้หมด การแบ่งเวลาให้ถูกต้อง และมีระเบียบวินัยในชีวิตโดยให้เวลา แต่ละวันฝึกอ่านหนังสือ และพยายามฝึกทักษะใหม่ๆในการอ่านเช่น ทักษะการอ่านเร็วอย่างเข้าใจ เป็นต้นการเลือกสรรวัสดุการอ่าน การเลือกสรรวัสดุการอ่าน ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ของการอ่าน เช่นการอ่านเพื่อการศึกษา การอ่านเพื่อหาข้อมูล ประกอบการทำงาน การอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน การอ่านเพื่อฆ่าเวลา การรู้จักเลือกวัสดุการอ่าน ที่มีประโยชน์จะช่วยให้ผู้อ่าน ได้รับประโยชน์ตามเป้าหมาย การเลือกสรรวัสดุการอ่านมีความสัมพันธ์กับการเลือกใช้ทรัพยากรสารนิเทศในห้องสมุด เช่น1. การอ่านเพื่อความรู้ เช่น ตำราวิชาการ2. การอ่านเพื่อความบันเทิงใจ3. การอ่านเพื่อเป็นกำลังใจ เสริมสร้างปัญญา เช่น หนังสือจิตวิทยา หนังสือธรรมะ4. การอ่านเพื่อใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์เมื่อเลือกวัสดุการอ่านหรือหนังสือได้แล้ว ก็จะต้องกำหนดว่าต้องการอะไรข้อมูลในลักษณะใดจากหนังสือ เล่มนั้น ขอบเขต ของข้อมูลในลักษณะกว้างหรือแคบแต่ลึกซึ้ง ทั้งนี้เพื่อกำหนดรูปแบบการอ่านเพื่อความต้องการต่อไปการกำหนดจุดมุ่งหมายการอ่านการรู้ความมุ่งหมายในการอ่านเปรียบเหมือนการรู้จุดหมายปลายทางของการเดินทาง ทำให้สามารถเตรียมพร้อมสำหรับ สถานการณ์ต่าง ๆ และเดินทางไปสู่ที่หมายได้ นักอ่านที่ดีควรมีจุดมุ่งหมายว่าต้องการอ่านเพื่ออะไร เพื่อจะได้กำหนดวิธีอ่านได้ เหมาะสมการอ่านเพื่อการศึกษาค้นคว้าและทำรายงาน มีจุดมุ่งหมายดังนี้1. อ่านเพื่อความรู้พื้นฐาน เป็นการอ่านเพื่อรู้เรื่องโดยสังเขป หรือเพื่อลักษณะของหนังสือ เช่น การอ่านเพื่อ รวบรวมสิ่งพิมพ์ที่จะใช้ในการค้นคว้าและเขียนรายงาน2. อ่านเพื่อรวบรวมข้อมูล เป็นการอ่านให้เข้าในเนื้อหาสาระ และจัดลำดับความคิดได้ เพื่อสามารถรวบรวม และบันทึกข้อมูลสำหรับเขียนรายงาน3. อ่านเพื่อหาแนวคิด หมายถึงการอ่านเพื่อรู้ว่าสิ่งที่อ่านั้นมีแนวคิดหรือสาระสำคัญอย่างไร จะนำไปใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ ในลักษณะใด เช่น การอ่านบทความ และสารคดีเพื่อหาหัวข้อสำหรับเขียนโครงร่างรายงาน4. อ่านเพื่อวิเคราะห์หรือวิจารณ์ คือการอ่านเพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งพอที่จะนำความรู้ไปใช้ หรือแสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับ เรื่องที่อ่านได้ เช่น การอ่านบทความที่แสดงความคิดเห็น การอ่านตารางและรายงาน วิธีการอ่านที่เหมาะสมการอ่านมีหลายระดับ และมีวิธีการต่าง ๆ ตามความมุ่งหมายของผู้อ่าน และประเภทของสื่อการอ่าน การอ่านเพื่อการศึกษา ค้นคว้าและเขียนรายงาน อาจใช้วิธีอ่านต่าง ๆ เช่น การอ่านสำรวจ การอ่านข้าม การอ่านผ่าน การอ่านจับประเด็น การอ่านสรุป ความและการอ่านวิเคราะห์ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้1. การอ่านสำรวจ คือ การอ่านข้อเขียนอย่างรวดเร็ว เพื่อรู้ลักษณะโครงสร้างของข้อเขียน สำนวนภาษา เนื้อเรื่องโดยสังเขป เป็นวิธีอ่านที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเลือกสรรสิ่งพิมพ์ สำหรับใช้ประกอบการค้นคว้า หรือการหาแนวเรื่องสำหรับเขียนรายงาน และรวบรวมบรรณานุกรมในหัวข้อที่เขียนรายงาน2. การอ่านข้าม เป็นวิธีอ่านอย่างรวดเร็วเพื่อเข้าใจเนื้อหาของข้อเขียน โดยเลือกอ่านข้อความบางตอน เช่น การอ่านคำนำ สาระสังเขป บทสรุป และการอ่านเนื้อหาเฉพาะตอนที่ตรงกับความต้องการเป็นต้น3. การอ่านผ่าน เป็นการอ่านแบบกวาดสายตา (Scanning Reading) โดยผู้อ่านจะทำการกวาดสายตาอย่างรวดเร็วไปยังสิ่งที่เป็นเป้าหมายในข้อเขียนเช่น คำสำคัญ ตัวอักษร หรือ สัญลักษณ์ แล้วอ่านรายละเอียดเฉพาะที่เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการ เช่น การอ่านเพื่อค้นหาชื่อในพจนานุกรม และการอ่านแผนที่ 4. การอ่านจับประเด็น หมายถึง การอ่านเรื่องหรือข้อเขียนโดยทำความเข้าใจสาระสำคัญในขณะที่อ่าน มักใช้ในการอ่าน ข้อเขียนที่ไม่ยาวนัก เช่น บทความ การอ่านเร็ว ๆ หลายครั้งจะช่วยให้จับประเด็นได้ โดยการอ่านมีเทคนิคคือต้องสังเกตคำสำคัญ ประโยคสำคัญที่มีคำสำคัญ และทำการย่อสรุปบันทึกประโยคสำคัญไว้ เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป5. การอ่านสรุปความ หมายถึง การอ่านโดยสามารถตีความหมายสิ่งที่อ่านได้ถูกต้องชัดเจนเข้าใจเรื่องอย่างดี สามารถแยก ส่วนที่สำคัญหรือไม่สำคัญออกจากกัน รู้ว่าส่วนใดเป็นข้อเท็จจริง หรือข้อคิดเห็น ส่วนใดเป็นความคิดหลัก ความคิดรอง การอ่านสรุป ความมีสองลักษณะคือ การสรุปแต่ละย่อหน้าหรือแต่ละตอน และสรุปจากทั้งเรื่อง หรือทั้งบท การอ่านสรุปความควรอย่างอย่างคร่าว ๆ ครั้งหนึ่งพอให้รู้เรื่อง แล้วอ่านละเอียดอีกครั้งเพื่อเข้าใจเรื่องอย่างดี หลักจากนั้นตั้งคำถามตนเองในเรื่องที่อ่านว่าเกี่ยวกับอะไร มีเรื่องราวอย่างไร แล้วเรียบเรียงเนื้อหาเป็นสำนวนภาษาของผู้สรุป6. การอ่านวิเคราะห์ การอ่านเพื่อค้นคว้าและเขียนรายงานโดยทั่วไปต้องมีการวิเคราะห์ความหมายของข้อความ ทั้งนี้เพราะ ผู้เขียนอาจใช้คำและสำนวนภาษาในลักษณะต่าง ๆ อาจเป็นภาษาโดยตรงมีความชัดเจนเข้าใจง่าย ภาษาโดยนัยที่ต้องทำความเข้าใจ และภาษาที่มีความหมายตามอารมณ์และความรู้สึกของผู้เขียน ผู้อ่านที่มีความรู้เรื่องคำศัพท์และสำนวนภาษาดี มีประสบการณ์ ในการ อ่านมากและมีสมาธิในการอ่านดี ย่อมสามารถวิเคราะห์ได้ตรงความหมายที่ผู้เขียนต้องการสื่อ และสามารถเข้าใจเรื่องที่อ่านได้ดี
ทีมาhttp://www.thaijustice.com

บทบาทความสําคัญเทคโนโลยีสาระสนเทศ

บทบาทความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำชีวิตเป็นอันมาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี เทคโนโลยีทำให้การสร้างที่พักอาศัยมีคุณภาพมาตรฐาน สามารถผลิตสินค้าและให้บริการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากขึ้น เทคโนโลยีทำให้ระบบการผลิตสามารถผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมากมีราคาถูกลง สินค้าได้คุณภาพ เทคโนโลยีทำให้มีการติดต่อสื่อสารกันได้สะดวก การเดินทางเชื่อมโยงถึงกันทำให้ประชากรในโลกติดต่อรับฟังข่าวสารกันได้ตลอดเวลา
พัฒนาการของเทคโนโลยีทำให้ชีวิตความเป็นอยู่เปลี่ยนไปมาก ลองย้อนไปในอดีตโลกมีกำเนินมาประมาณ 4600 ล้านปี เชื่อกันว่าพัฒนาการตามธรรมชาติทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตถือกำเนินบนโลกประมาณ 500 ล้านปีที่แล้ว ยุคไดโนเสาร์มีอายุอยู่ในช่วง 200 ล้านปี สิ่งมีชีวิตที่เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ ค่อย ๆ พัฒนามา คาดคะเนว่าเมื่อห้าแสนปีที่แล้วมนุษย์สามารถส่งสัญญาณท่าทางสื่อสารระหว่างกันและพัฒนามาเป็นภาษา มนุษย์สามารถสร้างตัวหนังสือ และจารึกไว้ตามผนึกถ้ำ เมื่อประมาณ 5000 ปีที่แล้ว กล่าวได้ว่ามนุษย์ต้องใช้เวลานานพอสมควรในการพัฒนาตัวหนังสือที่ใช้แทนภาษาพูด และจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า มนุษย์สามารถจัดพิมพ์หนังสือได้เมื่อประมาณ 5000 ปีที่แล้ว กล่าวได้ว่าฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า มนุษย์สามารถจัดพิมพ์หนังสือได้เมื่อประมาณ 500 ถึง 800 ปีที่แล้ว เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาช่วยในการพิมพ์ ทำให้การสื่อสารด้วยข้อความและภาษาเพิ่มขึ้นมาก เทคโนโลยีพัฒนามาจนถึงการสื่อสารกัน โดยส่งข้อความเป็นเสียงทางสายโทรศัพท์ได้ประมาณร้อยกว่าปีที่แล้ว และเมื่อประมาณห้าสิบปีที่แล้ว ก็มีการส่งภาพโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ทำให้มีการใช้สารสนเทศในรูปแบบข่าวสารมากขึ้น ในปัจจุบันมีสถานที่วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ แ ละสื่อต่าง ๆ ที่ใช้ในการกระจ่ายข่าวสาร มีการแพร่ภาพทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อรายงานเหตุการณ์สด เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก บทบาทของการพัฒนาเทคโนโลยีรวดเร็วขึ้นเมื่อมีการพัฒนาอุปกรณ์ทางด้านคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ จะเห็นได้ว่าในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมาจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งมีคอมพิวเตอร์เข้าไปเกี่ยวข้องให้เห็นอยู่ตลอดเวลา

ที่มาhttp://web.ku.ac.th